|
 
ประเพณีการฟังเทศน์มหาชาติภาคเหนือหรือประเพณีตั้งธรรมหลวง
มหาชาติ คือชาติที่ยิ่ง ใหญ่เป็นชาติสุดท้ายของพระพุทธเจ้าก่อนที่จะมาอุบัติตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ในชาติปัจจุบัน รวมอยู่ในพระเจ้าสิบชาติ แต่คนนิยมฟังกันเป็นประเพณีเฉพาะตอนเป็นมหาชาติคือ เมื่อเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดรเท่านั้น เพราะสังคายนาจารย์ทั้งหลายได้ กล่าวอานิสงส์แห่งการสร้างหรือฟังมหาเวสสันดรชาดกไว้ว่า
“สังคายนาจารย์เจ้าทั้งหลายกล่าวดั่งนี้แล้ว ก็กล่าวคาถามาว่า “ปูชา ปาเก เตชยนติ ทุคคติ เตน ปุญญสส ปาเก “ ดังนี้ว่า อันว่าคนทั้งหลายฝูงใด ได้บูชามหาเวสสันดรชาตก ผู้นั้นก็จะได้ เป็นเจ้าพระยาในเมืองคน ยศประวารบ่จนมีมาก ชางม้าหากเนืองนันต์ มีกลองนันทเภรีเก้าพันลูก เปี๊ยะพิณผูกเก้าพันเสียง สัททะสำเนียงชมชื่น สนุกต้องตื่นทุกรวายตรีทิวา ทาสีทาสามีมาก พร้อมอยู่แวดล้อมเฝ้าปฏิบัติ ทิพพสัมปัตติล้ำเลิศ ก็กลับเกิดมีตาม เล้มเงินเล้มคำและเสื้อผ้า ทั้งช้างม้าและเปลือกเข้าสาร ก็จักมีตามปรารถนาทุกเมื่อ จำเริญเชื่อมงคล ยถา ในกาลเมื่อใดพระศรีอริยเมตไตรยมาตรัสประยาและปัญญา เป็นพระพายหน้าบุญแก่กล้าก็จักได้หันหน้าท่านบ่สงสัย เหตุได้เป็นปาเถยยะกับธัมม์เวสสันตระชาตกะ อันยกมาที่นี้แล้ว ก็จักเถิงเซิ้งเวียงแก้วยอดมหาเนรพาน บ่อย่าชะแล”
คัดมาจากธรรมอานิสงฆ์สร้างมหาเวสสันตรชาดก ของล้านนาไทยซึ่งโบราณาจารย์ท่าน ได้แต่งไว้อีกประการหนึ่งท่านกล่าวว่า “ บุคคลใดตั้งใจฟังธรรมมหาชาติจนจบ 13 กัณฑ์ ภายในวันหนึ่งคืนหนึ่ง ท่านว่าผู้นั้นจะวุฒิจำเริญด้วยสมบัตินานาประการใน ปัจจุบัน และจะได้เกิดร่วมศาสนาพระศรีอริยเมตไตรยในอนาคตไม่ต้องสงสัย
ในคัมภีร์มาลัยสูตรก็กล่าวเป็นใจความว่า “เมื่อครั้งมหาเถรขึ้นไปนมัสการพระเกศแก้วจุฬามณีในชั้นดาวดึงษ์นั้น ได้พบพระอริยเมตไตรยเทพบุตร ท่านก็ได้สั่งมหาเถรเจ้ามาว่า “ให้คนทั้งหลายฟังธรรมมหาชาติให้จบทั้ง ๑๓ กัณฑ์ในวันเดียวคืนเดียว แล้วจะได้ร่วมกับศาสนาของเรา” ดังนี้ เมื่อพระ มหาเถรเทพมาลัยกลับจากสวรรค์แล้วก็นำเรื่องนี้มาบอกกับชาวโลกคนทั้งหลายได้ ฟังก็เลยพากันฟังเทศน์มหาชาติจนถือเป็นประเพณีมา”
เพราะความนิยมที่คนชอบชาดกเรื่องนี้มาก จึงเกิดมหาชาติล้านนาไทยสำนวนต่าง ๆขึ้นประมาณ ๑๒๐ สำนวน ส่วนมากแต่งมาตั้งแต่สมัยพระเจ้ากือนา (พ.ศ. ๑๙๑๐-๑๙๔๓) และแต่งในสมัยต่อ ๆ มา จนถึง พ.ศ. ๒๓๐๐ ในสมัยพระเจ้ากาวิละต้นรัตนโกสินทร์ ได้มีนักปราชญ์ล้านนาไทยนำเอามหาชาติ สำนวนเก่ามาเกลาใหม่ เช่นฉบับอินทร์ลงเหลา (เหลาแปลว่า เกลา) ฉบับพระยาพื้น เป็นต้น
การฟังเทศน์มหาชาติ
การฟังเทศน์มหาชาติ นิยมฟังกันมาตั้งแต่สมัยโบราณมา โดยปฏิบัติตามคำสั่งของอริยเมตไตรยเทพบุตร ให้จบในวันหนึ่งคืนหนึ่ง และแต่งเครื่องบูชาครบตามที่สั่งไว้ คือดอกบัวเผื่อน ดอกปีบ ธูป เทียน ข้าวตอกให้ครบพัน เพื่อบูชาพันคาถาในเรื่องนี้พร้อมกับวาดรูปนี้เป็นกัณฑ์ ๆของเหล่านี้เตรียมวางไว้หน้าพระประธานในวิหาร ส่วนรูปช้างม้าที่เป็นของทาน แห่งพระยาเวสสันดรนั้น ส่วนมากทำด้วยแผ่นเงินตอกเป็นรูปนูนด้านหนึ่งมัด แขวนไว้ที่ค้างเหมือนฉัตร รูปภาพมัดนั้นแขวนไว้ตามผาผนัง ส่วนดอกบัวเผื่อนนั้นจะลอยบนกระถางน้ำก็ได้ ส่วนดอกปีบทำเป็นแผงๆใช้ดอกไม้แห้งทำถึงแม้ดอกบัวเผื่อนจะทำเช่นนี้ก็ได้
นอกจากสิ่งของที่กล่าวมาแล้ว เมื่อจะมีการฟังเทศน์มหาชาติ ซึ่งถือเป็นประเพณีสืบต่อกันมา ท่านกำหนดเอาวันเดือนยี่ (เหนือ ) เพ็ญเป็นวันฟังเทศน์เรื่องนี้ อันเป็นจบประเพณีฟังในฤดูเข้าพรรษา ตามที่กล่าวในประเพณีเข้าพรรษานั้น
ก่อนจะถึงวันฟังเทศน์มหาชาติ ทุกวัดวาอารามจะเตรียมสถานที่ ทำซุ้มประตูวัดเรียกกันว่าซุ้มประตู ป่า สมมุติว่าเป็นประตูเข้าสู่ป่าหิมพานต์ อันเป็นด่านที่พรานเจตบุตรคอย เฝ้าระวังมิให้คนใดผ่านเข้าไปรบกวนพระเวสสันดร ต่อจากประตูวัดเข้าไปจะทำราช วัตรปลูกกล้วยอ้อยประดับช่อทุงและฉัตร บริเวณลานวัดจะฝังค้างโคมแขวน โคมทำด้วยกระดาษ โครงทำด้วยไม้ไผ่หักเป็นเหลี่ยมเป็นมุม หุ้มรอบป้องกันมิให้ลมพัดไฟดับ ด้านล่างของโคมจะใช้กระดาษตัดขนาดเท่าผ่ามือ ยาวเหมาะสมกับโคมนั้น ทำเป็นชายห้อยลงมาหลายชาย เวลาแขวนอยู่บนค้างชายโคมนี้จะถูกลมพัดพริ้วน่าดู มาก หน้าวิหารจะมีโคมกระดาษรูปร่างแปลก ๆแขวนเป็นระยะ ถ้ามีโคมมากก็จะแขวนถึงในวิหาร ส่วนในวิหารนั้นประดับด้วยธง ราวและเครื่องบูชามหาชาติ โดยได้เขียนไว้เป็นกลอนในนิราศเดือนล้านนาไทย ดังต่อไปนี้ ฯลฯ
ราชวัตรฉัตรธงบรรจงจัด ประดับวัดด้วยไฟวิไลร่าม
ประตูป่าหน้าอาวาสสะอาดงาม กระทำตามแบบเก่าแต่เบาราณ
ปลูกกล้วยอ้อยถ้อยแถวเป็นแนวเหมาะ ทางเฉพาะมุ่งสู่ประตูวิหาร
ฝังค้างโคมแขวนโคมโพยมยาน พระพายพานพัดไกวอยู่ไปมา
ตามหำยนโคมห้อยไม่น้อยอย่าง ประจงสร้างรูปร่างต่างกันหนา
เป็นรูปนกหกเหินจำเริญตา ทั้งดาราดวงจันทร์พรรณราย
รูปเรือเล่นโผนโจนผงาด ดารดาษประทีปปั้นฝั้นสีสาย
ในวิหารผูกธงราวดูพราวพราย ทั้งธงชายแผ่นผ้าประดามี
โคมญี่ปุ่นแขวนราวดูพราวพร้อย ระย้าย้อยตั้งโคมผัดจำรัสศรี
พึ่งแรงเทียนเวียนหมุนหุ่นเข้าที เข้าทำดีรูปสร้างต่าง ๆ กัน
เป็นรูปรถคชสารทะยานเหยาะ ทั้งรูปเกาะแก่งป่าพนาสัณฑ์
และรูปลิงรบรุมหมู่กุมภัณฑ์ รูปบุษบันชูช่อลออตา
เหมราชลงสระอโนดาต รูปอากาศหนหาวพราวเวหา
รูปดาวฤกษ์ลอยเลื่อนเกลื่อนนภา สกุณาโผผินล่าบินจร
สารพัดจัดไว้ในโคมผัด พวกเด็กวัดเป็นหมู่ดูสลอน
ตามผนังติดรูปเวสสันดร แต่ทศพรผุสดีลีลาลง
สิบสามกัณฑ์บันทึกผนึกภาพ ให้คนทราบเรื่องรู้ดูไม่หลง
เป็นภาพงามตามถนัดจัดบรรจง ระบายลงแผ่นผ้าอย่างน่าดู
หน้าแท่นแก้วบัลลังก์พุทธังอาสน์ ใช้พรมลาดตั้งโต๊ะบูชาหมู่
ประดับดอกไม้สดดูชื่นชู สำหรับบูชาองค์พระทรงญาณ
ตั้งกระถางอ่างอุบลจงกลดอก ตำราบอกแจ้งจิอธิษฐาน
ทั้งดอกปีบอย่างละอันพันตระการ แต่โบราณบูชาคาถาพัน ฯลฯ
วันเดือนยี่เหนือขึ้น ๑๔ ค่ำ เวลาประมาณ ๑๕.๐๐ น ศรัทธาชาวบ้านจะมาฟังเทศน์คาถาพัน คือเรื่องราวของเวสสันดรชาดกที่ พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เป็นภาษาบาลี รวมทั้งหมดมี ๑,๐๐๐ พระคาถา และเทศน์คัมภีร์ต่อไปอีก คือ คัมภีร์มาลัยต้น มาลัยปลายและอานิสงส์เวสสันตระ
รุ่งขึ้นวันเดือนยี่เหนือเพ็ญ เวลาเช้าตรู่จะเริ่มฟังกัณฑ์ทศพรและกัณฑ์ต่อ ๆ มาตามลำดับ มีเวลาพักตักบาตรตอนเช้าและฉันเพล จากนั้นก็เทศน์ติดต่อกันไปเมื่อเทศน์กัณฑ์ใดเจ้าภาพของกัณฑ์ก็จะจุดธูปเทียน บูชาคาถาของกัณฑ์นั้น จนครบคาถา ดังนี้
คนเกิดปี เป้นเจ้าภาพ คาถา
๑. ไจ้ ปีชวด กัณฑ์ทศพร มี ๑๙ คาถา
๒. เป้า ป๊ฉลู กัณฑ์หิมพาน มี ๑๓๔ คาถา
๓. ยี ปีขาล ทานกัณฑ์ มี ๒๐๙ คาถา
๔. เหม้า ปีเถาะ กัณฑ์ประเวสน์ มี ๕๗ คาถา
๕. สี ปีมะโรง กัณฑ์ชูชก มี ๗๙ คาถา
๖. ไส้ ปีมะเส็ง กัณฑ์จุลพน มี ๓๕ คาถา
๗. สะง้า ปีมะเมีย กัณฑ์มหาพน มี ๘๐ คาถา
๘. เม็ด ปีมะแม กัณฑ์กุมาร มี ๑๐๑ คาถา
๙. สัน ปีวอก กัณฑ์มัทรี มี ๙๐ คาถา
๑๐. เส้า ปีระกา กัณฑ์สักกบรรพ มี ๔๓ คาถา
๑๑. เส็ด ปีจอ กัณฑ์มหาราช มี ๖๙ คาถา
๑๒. ไก้ ปีกุล กัณฑ์ฉกษัตริย์ มี ๓๖ คาถา
๑๓. จำปีเกิดไม่ได้ นครกัณฑ์ มี ๔๘ คาถา
รวมทั้งหมด ๑,๐๐๐ คาถา
ชื่อกัณฑ์เทศน์และเนื้อเรื่องย่อในแต่ละกัณฑ์
*ในแต่ละกัณฑ์ที่พระสงฆ์จะเทศน์จะมีเนื้อเรื่องย่อซึ่งเป็นเรื่องราวของ เวสสันดรชาดกที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เป็นภาษาบาลีดังนี้
กัณฑ์ที่ ๑ ชื่อกัณฑ์ทศพร พรรณนาตอนที่พระนางผุสดีขอพรจากพระอินทร์ 10ประการ ก่อนที่จะจุติในโลกมนุษย์เป็นมารดาของพระเวสสันดร
กัณฑ์ที่ ๒ ชื่อกัณฑ์หิมพานต์ พรรณนาถึงจุติปฏิสนธิของพระเวสสันดร จนถึงทรงได้อภิเษกสมรสกับพระนางมัทรีพระธิดาแห่งกษัตริย์แคว้นมัทราชจน กระทั่งถูกเนรเทศออกจากเมืองเข้าสู่ป่าพรรณนาถึงป่าหิมพานต์
กัณฑ์ที่ ๓ ชื่อทานกัณฑ์ พรรณนาสัตตสดกมหาทานพระเวสสันดรสั่งเมืองและให้ทานรถเทียมด้วยม้าแก่ผู้ที่มาทูลขอ
กัณฑ์ที่ ๔ ชื่อกัณฑ์วนปเวศน์ พรรณนาถึงสี่กษัตริย์เสด็จถึงนครมาตุลราชพระยาเจตราฐ เจ้าเมืองทูลขอให้ครองสมบัติพระเวสสันดรไม่ทรงรับ
กัณฑ์ที่ ๕ ชื่อกัณฑ์ชูชก พรรณนาถึงพราหมณ์ชูชกขอทานจนได้นางอมิตตดาลูกสาวเพื่อนเป็นเมียเมียต้องการ คนรับใช้ให้พราหมณ์ชูชกไปขอกัณหาและชาลีมาเป็นคนใช้พราหมณ์จึงออกเดินทางไป สู่เขาวงกฏ เจอพรานเจตบุตรผู้รักษาทางเข้าป่าหิมพานต์
กัณฑ์ที่ ๖ ชื่อกัณฑ์จุลพน พรานเจตบุตรถูกชูชกหลอกจึงบอกทางไปสู่เขาวงกฏ
กัณฑ์ที่ ๗ ชื่อกัณฑ์มหาพน พรรณนาถึงพราหมณ์ชูชกพบอจุตฤาษีก็ชี้ทางไปสู่เขาวงกฏ พรรณนาถึงป่าเขาลำเนาไพร
กัณฑ์ที่ ๘ ชื่อกัณฑ์กุมาร ชูชกไปถึงเขาวงกฏเพื่อขอกัณหาชาลีสองกุมารลงไปหลบในสระน้ำ พระเวสสันดรเรียกขึ้นมามอบให้พราหมณ์ชูชกชูชกทุบตีฉุดกระชากลากสองกุมารไป
กัณฑ์ที่ ๙ ชื่อกัณฑ์มัทรี พระนางมัทรีกลับจากหาผลไม้ในป่าพบสัตว์สามตัวนอนขวาง ทางจึงไม่พบลูกทั้งสองพอทราบความจริงก็เป็นลมสลบไป
กัณฑ์ที่ ๑๐ ชื่อกัณฑ์สักกบรรพ์ พระอินทร์แปลงกายมาทูลขอพระนางมัทรีจากพระเวสสันดรแล้วคืนให้พระเวสสันดรทูล ขอพร ๘ ประการจากพระอินทร์
กัณฑ์ที่ ๑๑ ชื่อกัณฑ์มหาราช พราหมณ์ชูชกพา ๒ กุมารหลงทางเข้าสู่เมืองสีพี พระเจ้าสัญชัยทรงไถ่กุมารคืนด้วยสิ่งของอย่างละ ๑๐๐๐ พราหมณ์ชูชกรับประทานอาหารจนตายพระเจ้าสัญชัยเตรียมไปรับพระเวสสันดรและ พระนางมัทรี
กัณฑ์ที่ ๑๒ ชื่อกัณฑ์ฉกษัตริย์ พรรณนาถึงหกกษัตริย์พบกันเกิดความยินดีจนเศร้าโศกสลบไปพระอินทร์บันดาลฝน โบกขรพรรณตกลงมาประพรมจนฟื้นคืนสติทั้งหมด
กัณฑ์ที่ ๑๓ ชื่อกัณฑ์นครกัณฑ์ (ขณะเทศน์จะมีการโปรยข้าวตอกข้าวสารสมมติว่าพระอินทร์ได้บันดาลฝนแก้ว “รัตนธารา”) กัณฑ์สุดท้ายถือเป็นกัณฑ์ชัยมงคลพรรณนาถึงพระเวสสันดร พระนางมัทรีลาจากเพศพรตฤาษีนิวัติคืนสู่พระนครครองเมืองสีพีพระอินทร์บันดาล ห่าฝนสัตตรตนะธาราตกลงทั้งภูมิมณฑลโปรดให้ประชาชีทำบุญทำทานตลอดพระชนมชีพ
เมื่อเทศน์จบกัณฑ์หนึ่งๆจะมีการประโคมฆ้องกลองบูชาบนวิหารก็จะจุดประทัดบอก สัญญาณให้รู้ว่า“ธรรมจบกัณฑ์หนึ่ง“แล้วคนอยู่ที่ไหนได้ยินเสียงกลองก็จะ ประนมมือไหว้มาทางวัดกล่าวคำว่า “สาธุ”
(จากเอกสารแนะนำภูมิปัญญาล้านนา ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดลำพูนโรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ลำพูน)
กัณฑ์ที่นิยมฟังเป็นพิเศษและนิยมเสียง
ในมหาเวสสันดรชาดกทั้ง13 กัณฑ์นั้น จะมีบางกัณฑ์ที่คนนิยมฟังเป็นพิเศษและนิยมกำหนดเสียงพระนักเทศน์ไว้คือ
๑. กัณฑ์ชูชก นิยมเสียงใหญ่หรือค่อนข้างใหญ่
๒. กัณฑ์มัทรี นิยมเสียงเล็กคล้ายเสียงผู้หญิง
๓. กัณฑ์กุมาร นิยมเสียงเล็กกลมกล่อมนุ่มนวล
๔. กัณฑ์สักกบรรพ นิยมเสียงคล้ายกับมัทรีหรือกุมาร
๕. กัณฑ์มหาราช นิยมเสียงใหญ่หนักแน่น
๖. กัณฑ์ฉกษัตริย์ นิยมเสียงเด็กส่วนมากเป็นสามเณรเล็กๆเทศน์
๗. นครกัณฑ์ นิยมเสียงใหญ่ทุ้มกังวาน
ในการเทศน์ตามกัณฑ์ที่กล่าวมานี้ก่อนจะเทศน์พระผู้เทศน์จะใส่กาบเค้า คือแหล่กาพย์ตอนต้นจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ที่เข้ากับเหตุการณ์เช่น กาบสิทธารถ กาบพิมพาพิลาป กาบศีลห้า เป็นต้น แต่เสียงใหญ่มักนิยมใส่กาบคำสอนเช่น กาบทศพิธราชธรรม กาบร่ำสงสาร เป็นต้น เฉพาะกัณฑ์ชูชกจะต้องใส่กาบเค้าเรื่องกำเนิดของชูชกเมื่อจบกาบเค้าแล้วจะ ดำเนินเทศน์ตามเนื้อเรื่องที่มีในคัมภีร์
เมื่อเทศน์จบในกัณฑ์ใดแล้วจะมีการใส่กาบปลายอีกครั้งหนึ่ง เป็นการสรุปใจ ความในกัณฑ์นั้น ถ้าเป็นกัณฑ์สุดท้ายคือนครกัณฑ์มักจะใส่กาบลำดับกัณฑ์ คือสรุปเรื่องราว ของมหาเวสสันดรทั้งหมด ตั้งแต่กัณฑ์ทศพรถึงนครกัณฑ์
การฟังเทศน์มหาชาตินี้มีบางครั้งบางกัณฑ์เช่นกัณฑ์มัทรี กัณฑ์กุมารกัณฑ์มหาราชมักจะนิมนต์พระที่เทศน์เก่งมาเทศน์ประชันกัน การเทศน์ประชันกันนี้ให้องค์หนึ่งเทศน์จนจบกัณฑ์แล้วองค์ที่ ๒ จึงจะเทศน์ต่อไม่ได้เปลี่ยนกันแหล่สลับกันเหมือนภาคกลางมีการเทศน์ในกัณฑ์ เดียวมากๆเวลาที่จะฟังให้จบในวันหนึ่งคืนหนึ่งก็น้อยลงบางครั้งเมื่อเทศน์ ถึงนครกัณฑ์จวนจะจบแล้ว พระอาทิตย์ในวันใหม่ก็จะโผล่พ้นขอบฟ้าศรัทธาต้องเร่งปิดประตูวิหารเพื่อมิ ให้แสงสว่างอย่างนี้ก็มี
การตั้งธรรม
เมื่อพูดถึงประเพณีการเทศน์มหาชาติก็ใคร่จะนำเอาประเพณีการตั้งธรรมมาพูดรวม ไว้ในทีเดียวกัน “การตั้งธรรม”ฟังชื่อแล้วรู้สึกแปลกเหมือนเอาพระธรรมคัมภีร์มาตั้งไว้ความ เป็นจริงหมายถึงการฟังเทศน์เป็นการใหญ่ คือฟังกัน ๓ วันบ้าง ๕ วันบ้าง ๗ วันบ้าง ๑๐ วันบ้างการตั้งธรรมเช่นนี้เป็นประเพณีนิยมสืบต่อกันมา ตั้งแต่สมัยโบราณ
วัตถุประสงค์เพื่อต้องการหาเงินมาสร้างสิ่งถาวรภายในวัดอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะในสมัยโบราณนั้นยังไม่มีการทอดกฐิน หรือผ้าป่าบำรุงเหมือนปัจจุบัน
เมื่อจะตั้งธรรมก็ประชุมศรัทธาชาวบ้านถามความเห็นเป็นการปรึกษาหารือกัน เมื่อศรัทธาส่วนมากเห็นชอบด้วยก็จะกำหนดเดือนวันที่จะตั้งธรรม ส่วนมากมักจะเป็นเดือนยี่ เดือน ๓ เดือน ๔ เดือน ๕ เดือน ๖ เหนือ นอกจากเดือนเหล่านี้แล้วไม่นิยมกัน
ธรรมหรือคัมภีร์ที่ใช้เทศน์
เมื่อตกลงกันแล้วก็จะเริ่มหาศรัทธาเป็นเจ้ากัณฑ์นั้นๆใครจะเป็นเจ้าภาพ เรื่องอะไร กัณฑ์ไหนก็มาแจ้งแก่เจ้าอาวาส ท่านจะจดชื่อไว้
นักปราชญ์ล้านนาไทยแต่โบราณท่านมีกุศโลบายอันฉลาดที่จะดึงให้ชาวบ้านรู้จัก ทำบุญท่านได้กำหนดชาดกธรรมประจำปีเกิดเดือนเกิด วันเกิด ของคนทั้งหลายไว้ พร้อมกับบอกไว้ว่า”บุคคลใดก็ตาม”ถ้าริบรอมทรัพย์สมบัติใดไม่ขึ้น เก็บเงินไม่อยู่มักทำให้สิ้นไปหมดไปให้ทานธรรมชาตาของตนเสีย แล้วจะวุฒิจำเริญ”
ปรากฏว่าคนทั้งหลายต่างก็ขวนขวายหาทางสร้างคัมภีร์ทั้งหลายอันเป็นธรรมประจำ ชาตาตนเองโดยจ้างคนที่เข้าใจจารคัมภีร์นั้นๆให้ แล้วนำมาถวายแก่สงฆ์ด้วยเหตุนี้คัมภีร์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นมหาชาติหรือชาดกอื่นๆมักจะมีเป็นจำนวนมากบางวัดเฉพาะมหาชาติมี เป็นตู้ๆ ปิฏกทั้งสามมีเยอะทีเดียว หากว่าไม่อาจจะสร้างใหม่ท่านก็อนุญาตให้บูชา (เช่า) เอาคัมภีร์ที่มีอยู่แล้วในวัดมาถวายทานก็ชื่อว่าได้บุญได้อานิสงส์เช่นกัน
ธรรมคัมภีร์ที่ท่านกำหนดไว้เป็นธรรมชาตาปี
คนเกิดปี ธรรม
ไจ้ (ชวด) เตมียะ
เป้า (ฉลู) เวสสันดร
ยี (ขาล) สุทธนะ
เหม้า (เถาะ) เนมิราช
สี (มะโรง) สมภมิตร
ไส้ (มะเส็ง) ภูริทัต
สะง้า (มะเมีย) สุธน
เม็ด (มะแม) ช้างฉัททันต์
สัน (วอก) มโหสถ
เส้า (ระกา) สิทธัตถะ
เส็ด (จอ) กุสราช
ไก๊ (กุน) สุตตโสม
ธรรมคัมภีร์ที่ท่านกำหนดให้เป็นธรรมชาตาเดือน
คนเกิดเดือน ให้สร้างธรรม
เกี๋ยง (๑๑) สุทธนู หรือปฐมกัปป์
ยี่ (๑๒) ช้างฉัททันต์ หรือปทุมกุมาร
สาม (อ้าย) มโหสถ หรือ มัฎฐกุณฑลี
สี่ (ยี่) หงส์ผาคำ หรือภูริทัต
ห้า (๓) อมธรา หรือ ปุริสาท
หก (๔) พุทธโฆสเถร หรือ เตมิยะ
เจ็ด (๕) อรินทุม หรือเนมิราช
แปด (๖) สิทธัตถะ หรือ พารทะ
เก้า (๗) พุทธาภิเสก หรือ ทสะสิบชาติ วิฑุรบัณฑิต
สิบ (๘) ธรรมจักร หรือ สุวรรณสาม
สิบเอ็ด (๙) พุทธนิพพาน หรือ เวสสันตระ
สิบสอง (๑๐) มหามังคลสูตร หรือ สมภมิตร
ธรรมหรือคัมภีร์ที่ท่านกำหนดให้เป็นธรรมชาตาวัน
คนเกิดวัน ให้สร้างธรรม
วันจันทร์ สังคิณี ว่าด้วยเรื่องธรรมที่เป็นกุศล กับ อกุศล
วันอังคาร วิภังคะ ว่าด้วยขันธ์ทั้ง ๕
วันพุธ ธาตกถา ว่าด้วยการสงเคราะห์ธรรม
วันพฤหัสบดี ปุคคลปัญญัตติ ว่าด้วยที่ตั้งของบุคคล
วันศุกร์ กถาวัตถุ ว่าด้วยความจริงแท้
วันเสาร์ ยมกะ ว่าด้วยธรรมที่เป็นคู่
วันอาทิตย์ มหาปัฏฐาน ว่าที่ตั้งใหญ่
ใครเกิดปีใด เดือนใด ปีใดก็เลือกสร้างหรือบูชา (เช่า) ธรรมคัมภีร์นั้นๆนำไปไว้ที่บ้านตระเตรียมทำกัณฑ์เทศน์ตามแต่อัธยาศัยใครจะทำ บุญอุทิศให้แก่ใครก็เขียนใส่ สะเรียงคือกระดาษตัดเป็นรูปสามเหลี่ยมด้าน ไม่เท่ามีปลายแหลมแล้วเอาพันปลายไม้ที่เหลาไว้ปักบนกัณฑ์เทศน์
กำหนดวันฟังเทศน์หรือตั้งธรรม
มีคนเอากัณฑ์เทศน์หรือธรรมมากทางวัดก็จะกำหนดวันที่จะฟังเทศน์กัณฑ์นั้นๆถ้า มีผู้เป็นศรัทธากัณฑ์เทศน์มหาชาติมากๆก็จะกำหนดฟังมหาชาติเป็นวันๆเช่น ๒ วัน ๓ วันเป็น ต้น นอกนั้นฟังธรรมวัตรคือธรรมคัมภีร์ที่ไม่ใช่มหาชาติสลับวันกับการฟังเทศน์ มหาชาติ
เมื่อกำหนดวันแล้วก็จะนำคัมภีร์นั้นๆไปตกหัววัดที่เคยทำบุญถึงกันวัดละกัณฑ์ ส่วนมหาชาตินั้นถ้าต้องการจะฟังพระองค์ใดที่ไหนก็ไปนิมนต์ท่านถึงวัดแม้หัว วัดจะไม่เคยถึงกันก็ตามกำหนดนิมนต์ให้ท่านมาเทศน์ในวันที่กำหนดไว้ส่วนมาก การฟังเทศน์มหาชาติจะมีกี่วันก็ตามแต่ต้องฟังในวันสุดท้ายด้วย
การประดับตกแต่งสถานที่
ในการฟังเทศน์ทุกวันจะมีการเวนทานโดยอาจารย์ของวัดทุกวัดส่วนวันใดมีการเวน ทานธรรมคัมภีร์เวสสันดรชาดกก็จะเวนทานมหาชาติซึ่งนักปราชญ์โบราณได้แต่งไว้ โดยเฉพาะ เป็นประเพณีสืบต่อกันมา ในปัจจุบันนี้การตั้งธรรมหรือฟังเทศน์มหาชาติไม่ค่อยได้ทำตามแบบตามที่โบรา ณาจารย์กำหนดไว้ การสร้างธรรมคัมภีร์ตามชาตาปี เดือนวันเกิดของตน ก็ไม่ค่อยจะมีใครปฏิบัติตามเท่าไรนักอาจเป็นเพราะไม่ทราบหรือเพราะประเพณี ทางภาคกลางเข้ามาครอบงำจนไม่ทราบประเพณีอันแท้จริงของล้านนาไทยประกอบกับทาง การก็ไม่สนับสนุนฟื้นฟู สิ่งที่นับวันจะหายไป คือ พระธรรมคัมภีร์ทั้งหลายจะน้อยลงพระนักเทศน์ทำนองมหาชาติล้านนาไทยก็จะหมดไป ปัจจุบันมีเหลืออยู่ไม่กี่รูปส่วนมากก็มีอายุเกิน 75 ปีแล้ว ถึงแม้จะจัดให้มีการฟังเทศน์มหาชาติในปัจจุบันก็เลือกฟังเฉพาะกัณฑ์ ไม่ได้ฟังครบทั้ง 13 กัณฑ์กัณฑ์ดังกล่าวและฟังกันเพื่อความสนุกสนานเหมือนฟังจำอวดไป
อานิสงส์ธรรมมหาชาติ
ค่าวอานิสงส์ ธรรมมหาชาติเวสสันตระ คู่ชะต๋าปี๋เกิด
โสตุชนา ฟังราพี่น้อง ม่อนจักเล่าถ้อง หื้อหายสังก๋า
ยังยอดบทจั๊น ธรรมพันกถา เวสสันตรา มหาชาติเจ้า
ตานป๋ารมี ใสดีบ่เศร้า เปื้อหวังจักเอา โพธิ
สละเข้าของ บ่หมองหม่นจิ๊ ดำริตั้งหมั้น ในตาน
แก้วแหวนสิ่งทรัพย์ กับตังอาหาร ดวงทัยเบิกบาน หาได้เสแสร้ง
ป๋ารมีกุณ ยู้หนุนเตื่อมแถ้ง หื้อตานเมียแปง ลูกรัก
ธรรมคู่ชะต๋า อานิสงส์นัก ประจักษ์จุผู้ ศรัทธา
สร้างก๊ำวระ พระศาสนา จักผาถะนา สิ่งไดก่ได้
ทศพรดี รองรับปี๋ไจ้ ตั๋วหนูเปิ้งใน ภาวะ
สิบข้อกำพร ภูธรอินต๊ะ ราชะมอบหื้อ ผุสดี
หากตานแล้วนั้น วิมารเรืองศรี ยอดปราสาทมี แก้วเจ็ดสิ่งถ้วน
วรรณะผิวขาว เปิงปาวอ่อนอ้วน นัยต๋าแจ่มนวล เปล่งวะ
กั๋ณฑ์หิมพานต์ เวสสันตระ ปะช้างเผือกแก้ว ตั๋วงาม
ตานธรรมผูกนี้ สิ่งดีติดต๋าม ตกชะต๋ายาม เปิ้งงัวปี๋เป้า
สมบัติเพชรแสง เมียแปงลูกเต้า ไฝ่แฝงเตียมเงา คู่เชื้อ
ตานะขันธ์ โพธัญหน่อเนื้อ ตานเจ็ดสิ่งเอื้อ ยินดี
ควรกับมูลละ ศรัทธาดิถี คนเกิดปี๋ยี เปิ้งเสือว่าอั้น
เคหะสถาน เบิกบานตั้งหมั้น มีปริวาร เจ็ดร้อย
วนาประเวสน์ วิเศษจื้นจ๊อย สี่พระยอดสร้อย บุญเรือง
จากประเตสต๊อง ละจองคำเหลือง ไปอยู่แดนเมือง ดอยดงป่าเส้า
ตั๋วเปิ้งญิงจาย กระต่ายปี๋เหม้า หื้อตกแต่งเอา สร้างไว้
มเหสิกขา เทวาเทพไท้ อยู่รักษาใกล้ ตวยไป
ฝูงคนมากนัก จักมาเอาใจ๋ แม้นอยู่แดนได ศัตรูกราบไหว้
ชูชกกัณฑ์หลวง ดวงปี๋สีได้ เปิ้งนาคเรืองไร เป๋นเก๊า
จักเกิดกุศล ลาภผลมั่งเต๊า เงินทองของเข้า หลั่งมา
ดั่งพราหมณ์เถ้านั้น หมั้นอมิตต๋า เป๋นภริยา สุขใจ๋บ่หน้อย
มีความสำราญ ลูกหลานเชื่อถ้อย เมียรักก่คอย หนุนก๊ำ
จุลพน ไพรสณเลิศล้ำ เต๋มไปว่าอั้น ครัวยา
ปู่พราหมณ์ชูชก ปะป๊บฝูงหมา เถ้าบาปพาลา ตกใจ๋ร้องให้
ชะต๋าเปิ้งงู ยามจูปี๋ไส้ หื้อน้อมดวงทัย อุทิศ
ผละเต๋ชา บุญญาเปล่งฤทธิ์ นิมิตรสวนกว้าง อุทยาน
จตุราทิศ วิจิตรสถาน สระดอกบัวบาน หลายพันกาบก้าน
อยู่สุขเสถียร เหย้าเรือนหอบ้าน แสนสิ่งอุฬาร บ่ไร้
มหาพน ป่าผลลูกไม้ หาเก็บกิ๋นได้ มากมี
ต๋นเพ่งฌาณะ จุตตะระสี ถูกพราหมณ์ก๋าลี หลอกถามทางหั้น
จุมคนมากมาย ตังหลายดั่งอั้น ยามเกิดตั๋วตัน เปิ้งม้า
ชะต๋าราศี ตกปี๋สะง้า หื้อแป๋งเครื่องถ้า ปู่จา
เป็กแสงระยับ ประดับเคหา สินสิ่งไร่นา จ๊างม้าไฝ่อ้าง
สมเจ๋ตนา ศรัทธาที่สร้าง บ่บกเบาบาง นั้นเล้า
กุ๋มมารบรรพ์ กุ๋มมารลูกต๊าว อันอยู่ด่านด้าว ดงรี
เวสสันตระ พระพ่อระสี หื้อตานชาลี กั๋ณหาน้องหน้อย
ฝูงบุคคลา ชะต๋าแม่นถ้อย โหราตั๊ดรอย ปี่เม็ด
เปิ้งแพะตั๋วงาม บ่งนามออกเคล็ด ตั้งเกศน้อมเกล้า ตานเอา
จักเป๋นเจ้าจ๊าง ผาบกว้างกว่าเขา ยศศักดิ์บ่เบา ชื่อเสียงเข้มกล้า
ป๊บพระเมตไต๋ย ในภัทกัปป์หน้า เวียงนิปปานา บ่แกล๊ว
กั๋ณฑ์มัทรี โฉมดีเลิศแล้ว นาง ยอดมิ่งแก้ว ชายา
เซาะหาปี้น้อง ตังสองบุตต๋า ทั่วห้องศาลา พฤกษาไพรกว้าง
เปิ้งวอกปี๋สัน จวนกั๋นกึ๊ดสร้าง ครัวตานตำวาง สาธุ
สมผาถะนา ฑีฆาอายุ ลุรอดขวบเข้า ร้อยซาว
ผิวเนื้อพรรณะ วัยยะหนุ่มสาว อ่อนเอื้อทุกคราว บ่มีเหี่ยวแห้ง
สัพพะข้าวของ ไหลนองเตื่อมแถ้ง มีเงินค่าแปง จ่ายไจ๊
สักกะบรรพ์ เทวันราชไท้ แปล๋งเป๋นพราหมณ์ได้ ลงมา
เพื่อขอแล้วนี้ มัทรีเตียมต๋า พระก่ขุณณา ปล๋งปั๋นปล่อยหื้อ
หนักแหน้นดวงทัย มากมายหลายตื้อ หยาดน้ำถึงมือ อินทร์ต๊าว
ดวงชะต๋าคน จับหนปี๋เล้า เปิ้งไก่และเจ้า นายเฮย
สร้างตานแก่พระ บ่ละเพิกเฉย เทวดาเชย ปกปักหลังหน้า
ข้าวของหายสูญ ปายลูนปู๋นหล้า ป๊อยจักปิ๊กมา คืนนั้น
มหาราช สองนาฎหลานจั๊น กลับคืนเขตขั้น นคร
สญชัยต๊าวไท้ รีบได้ไถ่ถอน หลานคิ่นภูธร รับขวัญสู่ห้อง
ปี๋เส็ดเปิ้งหมา ชะต๋าตั๋วต้อง ดาเครื่องครัวกอง ตานน้อม
กุศลนำปา ยศฐาศักดิ์พร้อม ปริวารอ้อม จูจม
จักเป๋นเจ้าจ๊าง เหนือนาง สนม ดนตรี๋ผารมณ์ม่วนเพราะหิ่งห้อย
ฉักขัตติยา หกราชาสร้อย ปะกั๋นในดอย ป่าไม้
ชะต๋าราหู เปิ้งหมูปี๋ไก๊ แป๋งใจ๋หนิมไหว้ วันทา
เกิดเดชเต๋จ๊ะ ผละบุญหนา อริบ่มา ข่มเหงเอาได้
หมู่คนสักเสริญ จ๋ำเริญหายไข้ ป๊นจากโรคภัย สิ่งร้าย
กั๋ณฑ์นคร ธรรมต๋อนผูกท้าย สุดยอดขอดด้าย รวมเอา
กู้ปี๋เกิดนี้ บ่มีหมองเหงา ตึงเปิ้นตึงเฮา ช่วยกั๋นร่วมสร้าง
พระเวสสันดร ลาจ๋รป่ากว้าง สิกออกจากตาง นักพรต
กลับสู่สีพี บุรีงามงด ย้อมยศผาบด้าว อาณา
กุศลเลิศล้ำ บุญก๊ำรักษา จักเป๋นพระยา เสนาผ่อเฝ้า
ปริโภคา จ๊างม้าของเข้า รถล้อคันเลา พรั่งพร้อม
หมู่ญา-ติก๋า ไหลมาหลิ่งน้อม สมาคมต้อม ขุณณา
ฝูงหมู่สัตว์นก วิหคปักษา ปักขีติชา สีเนรับต้อน
พันข้อคาถา วาจ๋าเขาะข้อน ปู่จาบวร พุทธะ
ขอบุญกุศล เกิดผลพละ ป๊บพระเจื่องเจ้า ศรีอารย์
หมดเสียซึ่งทุกข์ สุขสามประก๋าร รอดพระนิปปาน เป๋นฝั่งก๊ำหน้า
ดับนิวรณ์ธรรม ตั๋วก๋รรมบาปกล้า สมผาถะนา แต๊นี้
อานิสังสา นำมากล่าวจี๊ ยุติมอกอี้ ค่าวโคลง
สุดซ้อยปล่อยลง ปลดปล๋งกำไว้ สาไหว้ลวดเอวัง ก่อนแลนายเหย.........

พิธีสืบชะตาภาคเหนือ
ช่วงเวลา ไม่กำหนดระยะเวลาที่แน่นอน
ความสำคัญ
พิธีสืบชะตาเป็นประเพณีสำคัญอย่างหนึ่งของชาวล้านนาที่เชื่อกันว่าเป็นการต่ออายุหรือต่อชีวิตของบ้านเมืองหรือของคนให้ยืนยาว มีความสุข ความเจริญ ตลอดจนเป็นการขจัดภัยอันตรายต่างๆที่จะบังเกิดขึ้นให้แคล้วคลาดปลอดภัย
พิธีสืบชะตาแบบพื้นเมืองของจังหวัดน่านได้ยึดถือและปฏิบัติสืบต่อกันมาช้านาน ชาวน่านในทุกหมู่บ้าน ทุกตำบลต่างรู้จักและยึดมั่นปฏิบัติกันอยู่ เพราะเชื่อว่าทุกข์ภัยทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นกับตัวเอง และญาติพี่น้องจะหมดหายไปชีวิตก็จะยืนยาวยิ่งขึ้น อีกทั้งเชื่อว่าก่อให้เกิดขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่การงานพร้อมที่จะสู้กับชะตาชีวิตต่อไป
พิธีสืบชะตานี้แบ่งเป็น ๓ ประเภทคือ
๑. สืบชะตาคน นิยมทำเมื่อขึ้นบ้านใหม่ ย้ายที่อยู่ใหม่ ได้รับยศหรือตำแหน่งสูงขึ้น วันเกิดที่ครบรอบเช่น ๒๔ ปี ๓๖ ปี ๔๘ ปี ๖๐ ปี ๗๒ ปี เป็นต้น หรือฟื้นจากป่วยหนัก หรือมีผู้ทักทายว่าชะตาไม่ดีจำเป็นต้องสะเดาะเคราะห์และสืบชะตา เป็นต้น
๒. สืบชะตาบ้าน นิยมทำเมื่อคนในหมู่บ้าน ประสบความเดือดร้อน หรือเจ็บไข้ได้ป่วยกันทั่วไปในหมู่บ้าน หรือตายติดต่อกันเกิน ๓ คน ขึ้นไป ถือเป็นเสนียดของหมู่บ้าน คนในหมู่บ้านอาจพร้อมใจกันจัดในวันปากปี ปากเดือน หรือปากวัน คือวันที่หนึ่ง สอง หรือสามวันหลังวันเถลิงศก เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล
๓. สืบชะตาเมือง จัดขึ้นเมื่อบ้านเมืองเกิดความเดือดร้อนจากอิทธิพลของดาวพระเคราะห์ตามความเชื่อทางโหราศาสตร์ เพราะทำให้บ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวาย เพราะการจราจลการศึก หรือเกิดโรคภัยแก่ประชาชนในเมืองเจ้านายท้าวพระยาบ้านเมืองจึงจัดพิธีสืบชะตาเมือง เพื่อให้อายุของเมืองได้ดำเนินต่อเนื่องสืบไป
พิธีกรรม
เครื่องสืบชะตาคนประกอบด้วย
๑. ไม้ค้ำสรี (สะหรี ต้นศรีมหาโพธิ์) ๑๐๐ เล่ม
๒. ขัว (สะพาน) ๑ คู่
๓. ลวดเบี้ย ๓ เส้น (เส้นหนึ่งใช้หอยเบี้ยร้อยเป็นสาย ๑๐๐ ตัว)
๔. ลวดหมาก,ลวดพลู ๓ เส้น (เส้นละ ๑๐๐)
๕. ลวดเมี่ยง ๓ เส้น (เส้นละ ๑๐๐)
๖. ลวดเงิน ๓ เส้น
๗. ลวดทอง ๓ เส้น
๘. ตุงยาวค่าคิง(ยาวเท่าตัวคน) ๓ ตัว
๙. ตุงเล็กและตุงช่อ ๑๐๐ ตัว
๑๐. ลวดข้าวตอก ๓ เส้น (เส้นละ ๑๐๐)
๑๑. บอกน้ำ,บอกทราย อย่างละ ๑ กระบอก
๑๒. บอกข้าวเปลือก,บอกข้าวสาร อย่างละ ๑ กระบอก
๑๓. ต้นกล้ามะพร้าว,ต้นอ้อย,ต้นกล้วย อย่างละ ๓ ต้น
๑๔. กล้วยน้ำว้าดิบ ๑ เครือ
๑๕. มะพร้าว ๑ ทะลาย
๑๖. สีสายค่าคิง(สายน้ำมันยาวเท่าตัว) ๑ สาย
๑๗. เสื่อใหม่ ๑ ผืน
๑๘. หมอนใหม่ ๑ ใบ
๑๙. เสื้อผ้าของผู้เข้าร่วมสืบชะตา
๒๐. หม้อใหม่ ๒ ใบ (หม้อเงิน,หม้อทอง) อย่างละ ๑ ใบ
๒๑. ใบไม้ที่เป็นมงคลเช่น ใบเต๊า ใบขนุน ใบเงิน ใบทอง เป็นต้น
๒๒. เทียนขี้ผึ้งแท้น้ำหนัก ๑ บาท ๑ แท่ง
๒๓. ด้ายสายสิญจน์ ๑ ม้วน
๒๔. บาตรสำหรับใส่น้ำพุทธมนต์ ๑ ใบ
๒๕. ปลาสำหรับปล่อยจำนวนเท่าอายุเจ้าชาตา
๒๖. นก ปู หรือหอยสำหรับปล่อย
อุปกรณ์ดังกล่าวให้จัดทำเป็นกระโจม ๓ ขา กว้างพอที่เจ้าชะตาจะเข้าไปนั่งในนั้นได้ โดยใช้ด้ายสายสิญจน์โยงจากศีรษะไปสู่ยอดกระโจมและดึงไปหาบาตรน้ำมนต์หน้าพระพุทธรูป พระสงฆ์จะถือด้ายสายสิญจน์ขณะสวดมนต์และจะใช้ผูกข้อมือเจ้าชะตาอีกด้วย บางตำราก็จะให้ทำพิธีขึ้นท้าวทั้งสี่ก่อนทำพิธีเครื่องประกอบพิธีอย่างอื่น ได้แก่
ขันตั้งสืบชะตา ประกอบด้วยเทียนเล่มเล็ก ๘ คู่ เล่ม ๑ บาท ๑ คู่ เทียนเล่มเฟื้อง ๑ คู่ ข้าวตอกดอกไม้ หมากหัว พลูมัด เบี้ยพันสาม กล้วยเครือมะพร้าว บอกข้าวเปลือก บอกข้าวสาร หม้อน้ำ หม้อดิน
ขันขอศีล ประกอบด้วยเทียนเล่มเล็ก ๔ คู่ ข้างตอกดอกไม้ใส่พาน
ขันคารวะเครื่องสืบชะตา ประกอบด้วยเทียนเล่มเล็กน้ำหนัก ๒ สลึง ๔ คู่ เทียนสืบชะตา ๓ เล่มเทียนขนาดเล็ก ๑๐๐ เล่ม ประทีป ๑๐๐ อัน และตาแหลวคาเขียว ๑ อัน
ขั้นตอนในการประกอบพิธีสืบชะตา
ผู้ดำเนินการและผู้ประกอบพิธี
๑. พระสงฆ์จำนวน ๙ รูป
๒. อาจารย์ฝ่ายคฤหัสถ์
๓. ผู้เข้าร่วมพิธีสืบชะตา (เจ้าชะตาและคณะ)
ขั้นตอนพิธีการ
๑. ตั้งเครื่องสืบชะตา จัดโต๊ะหมู่บูชา ตั้งอาสนะสงฆ์ ๙ ที่
๒. เจ้าชะตาจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย
- ประเคนบาตรน้ำมนต์ให้พระสงฆ์
- ประเคนขันสืบชะตา ด้ายสายสิญจน์
- ประเคนพานอาราธนาศีล แล้วกลับไปนั่งซุ้มพิธี
๓. อาจารย์(ผู้นำในการประกอบพิธี) นำกล่าวบูชาพระรัตนตรัย
๔. อาจารย์กล่าวอาราธนาศีล-ประธานสงฆ์ให้ศีล
๕. อาจารย์อาราธนาพระปริต
- พระสงฆ์องค์ที่ ๓ กล่าว สักเค ชุมนุมเทวดา
- คณะสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์
๖. อาจารย์สมาธรรม และครัวทาน (ขอขมา)
๗. อาจารย์อาราธนาธรรม พระสงฆ์เทศนาธรรมสืบชะตา ๙ ผูก
๘. ประธานสงฆ์มอบเครื่องสืบชะตาให้แก่เจ้าชะตาและคณะ
๙. ประธานสงฆ์ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ พระสงฆ์เจริญไชยมงคลคาถา
๑๐. เจ้าชะตาและคณะถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแก่พระสงฆ์ พระสงฆ์อนุโมทนา
๑๑. อาจารย์ นำกราบพระ บูชา พระรัตนตรัย เจ้าชะตาถวายภัตตาหารและไทยทานเป็นอันเสร็จพิธี
ชื่อคัมภีร์ที่ใช้ประกอบพิธีสืบชะตา
๑. มหาทิพพมนต์ ๑ ผูก
๒. อุณหัสสะวิไชย ๑ ผูก
๓. โลกาวุฒิ ๔ ผูก
๔. สะลาถะวิชชาสูตร ๑ ผูก
๕. พุทธะสังคะหะโลก ๑ ผูก
๖. มหาไชยมงคล ๑ ผูก
การเทศน์ธรรมสืบชะตาทั้ง ๙ ผูก พระสงฆ์จะเทศน์พร้อมกันรูปละ ๑ ผูก ส่วนเครื่องประกอบพิธีกรรมสืบชะตาบ้าน กับชะตาเมืองนั้น เครื่องสืบชะตาจะเพิ่มมากขึ้นเป็นเครื่อง ๑,๐๐๐ จะมีการโยงสายสิญจน์จากวัดหรือสถานประกอบพิธีผ่านไปยังบ้านแต่ละหลังจนครบทั้งหมู่บ้านและทุกครอบครัวก็จะเตรียมน้ำส้มป่อยน้ำอบ น้ำหอม และทรายมาร่วมพิธีเมื่อเสร็จแล้วจะได้นำกลับไปโปรยที่บ้านเรือนของตน

|