|
เทศน์มหาชาติทำนองหลวง
ทำนอง หมายถึง เสียงที่เปล่งออกมามีเสียงสูงเสียงต่ำ หนัก-เบา เอื้อนเสียงสั้นเอื้อนเสียงยาวเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่ตลอดเวลา การใช้เสียงลักษณะอย่างนี้จึงเรียกว่าทำนอง
ทำนองแหล่ หมายถึง ทำนองหลวง ทำนองเดิน ทำนองขึ้น ที่มีอยู่ในเนื้อหาคัมภีร์เทศน์มหาชาติ ทั้ง 13 กัณฑ์ 1000 พระคาถา
ทำนองหลวง หรือ แหล่ใน หมายถึง ทำนองแหล่ที่มีเนื้อความและฉันทลักษณ์อยู่ในคัมภีร์เทศน์มหาชาติถือเป็นทำนองมาตรฐานหรือทำนองราชการโบราณถือว่าทำนองหลวงเป็นแบบฉบับของการเทศน์มหาชาติ ทั้ง 13 กัณฑ์ 1000 พระคาถา มหาชาติทำนองหลวง ซึ่งแต่ละกัณฑ์มีทำนองประจำกัณฑ์เป็นหลักอยู่ ใครจะเทศน์กัณฑ์ไหนก็ต้องว่าไปตามทำนองหลักที่วางไว้
ทำนองประจำกัณฑ์ ในแต่ละกัณฑ์มีทำนองประจำกัณฑ์ทั้ง 13 กัณฑ์ ทำนองประจำกัณฑ์จะเริ่มตั้งแต่พระนักเทศน์ว่านะโม ไปถึงจุณณียบท
1.ทํานองธรรมวัตรแบ่งเป็น 2 แบบ คือ ทำนองธรรมวัตรและทำนองธรรมวัตรกลาย
1.ทำนองธรรมวัตร หรือทำนองธรรมวัตรแท้ มีลักษณะเหมือนการพูดปกติทั่วไปหรือเรียกว่าทำนองอ่านเพียงแตมีจังหวะและแบงวรรคตอนได้อย่างเหมาะสม
2. ทำนองธรรมวัตรกลาย มีลีลาการเทศน์แบบมีหางเสียงขึ้นลงอย่างชัดเจนมีลูกเอื้อนตอนลงท้ายวรรคเช่น ในกัณฑนครกัณฑ์ แหล่ที่ 10 เป็นแหล่ประชุมชาดกเป็นตอนสรุปเรื่องที่พระพุทธเจ้าแสดงมาว่าเป็นเรื่องจริง เป็นการบำเพ็ญบารมีครั้งยิ่งใหญ่
2.ทํานองเดิน แบ่งเป็น 2 แบบ คือ ทํานองเดิน และทำนองเดินกราย
1.ทำนองเดิน หมายถึงทำนองที่ใช้บรรยายเนื้อความทั่วๆ ไป หรือบทนำเรื่องทั่ว ๆ ไป หรือที่เรียกว่าทำนองบทเกริ่น เวลาพระเทศน์ทำนองเดินจะใช้เสียงต่ำเน้นเสียง ช้า ๆ ชัด ๆใช้เสียงแบบธรรมดา ๆ แต่จัดจังหวะให้พอดีไม่ช้าไม่เร็วเกินไป ให้มีลีลานิ่มนวลไม่อ้อมแอ้มคลุมเครือ ชัดถ้อยชัดคำมีความกระชับมีจังหวะเสมอต้นเสมอปลาย
2.ทำนองเดินกรายหมายถึง ทำนองที่ใช้บรรยายเนื้อความแต่มีลีลาการแหล่ที่มีลูกคอหรือลูกเอื้อนให้เห็นตอนลงวรรค เช่น แหล่ที่ 6 ของกัณฑ์มหาราชตอนชูชกพากัณหาชาลีหลงทางเข้ามายังหน้าพระที่นั่ง ทำนองแปลงมาจากกิริยาอาการของตัวละครที่เดินเข้ามาหน้าพระที่นั่ง พระเทศน์จะใช้ลีลาการแหล่ที่มีลูกคอหรือลูกเอื้อนตอนลงวรรคทุกครั้ง
3.ทํานองขึ้น แบ่งเป็น 2 แบบ คือ ทํานองขึ้น และทํานองขึ้นสูง
1.ทำนองขึ้น หมายถึง การใช้เสียงที่มีระดับสูงกว่าทำนองเดินใช้เสียงเอื้อนที่ยาวกว่า เน้นเสียงมากกว่าและช้ากว่าทำนองเดิน ทำนองขึ้นใช้ตอนตัวละครเจรจาโต้ตอบกันเวลาแหล่มีเสียงหนักเสียงเบาเข้ากับบทบาทของตัวละคร
2. ทำนองขึ้นสูง หมายถึง การใช้เสียงที่มีระดับสูงกว่าทำนองขึ้นธรรมดา เช่น แหล่ที่ 22 ของกัณฑ์กุมารตอนสองกุมารร้องสั่งเทวดาให้ช่วยบอกแม่มัทรีด้วยว่าทั้งสองถูกพราหมณ์พามาทางนี้
4.ทํานองย้าย หมายถึง การใช้เสียงต่างไปจากระดับเสียงเดิมที่ใช้แหล่ในตอนต้นอาจเป็นเสียงสูงกว่าหรือต่ำกว่าก็ได้ แต่ความช้าความเร็วยังคงเดิมทํานองยายนี้จะพบในกัณฑหิมพานต์แหล่ที่แปดตอนพระเวสสันดรให้ทานช้าง เป็นตอนที่พระเวสสันดร ชมเครื่องทรงช้างที่มอบให้ชาวกลิงคราษฎร์อีกตอนหนึ่งเป็นแหล่ที่ 6 ในกัณฑ์ทานกัณฑ์ คือ แหล่ที่ใชพรรณนาชมสิ่งตาง ๆ เชน ชมเครื่องแกวแหวนเงินทอง ชมมาชมรถ เปนตน และตอนพระเวสสันดรทำสัตตสดกมหาทานเป็นการบรรยายของที่จะบริจาคส่วนในกัณฑ์นครกัณฑ์จะมีแหล่ที่ 5 ตอนท้ายของแหล่ พระเจ้ากรุงสญชัยชมป่าหิมพานต์ และแหล่ที่ 7ในกัณฑ์นครกัณฑ์เป็นการชมกระบวนทัพที่เสด็จกลับเมื่องสีพี
5. ทำนองกล่อม หมายถึง การใช้เสียงเอื้อนนุ่มนวล เหมือนเพลงกล่อมลูก เช่นแหล่ที่ 4 ของกัณฑ์มหาราช เป็นตอนที่กล่าวถึงเทวดาแปลงกล่อมกัณหาชาลี ตรงนี้เป็นที่มาของเพลงกล่อมลูกด้วย ดังเนื้อความในทำนองหลวงที่กล่าว “ว่านอนเสียเถิดสิหนาพ่อนอนแม่นอน ขวัญเอ๋ยขวัญอ่อนขวัญเจ้าอย่าอ้อนอย่าแอ หลับเสียหน่อยเถิดสิหนาพ่อคุณแม่คุณทูลกระหม่อมแม่ ดึกมิใช่น้อย ทั้งดาวเดือนดูหรือนี่ก็มาเคลื่อนคล้อยน้อยไปแล้วหรือนะเจ้ายังไม่หลับเลย” ด้วยเนื้อความดังที่ยกมาจึงตอนนี้ว่าเป็นแหล่กล่อม
6. ทำนองพาเป็นทำนองพรรณนาความสวยงามของธรรมชาติ
คำประพันธ์แต่งเป็นร่ายยาว เนื้อความมีอยู่ในกัณฑ์มหาพน แหล่ที่ 2 แหล่ที่3 แหล่ที่ 4 แหล่ที่ 5 เป็นแหล่พระอัจจุตฤๅษีพาชูชกชมนกชมไม้ ชมป่า ชมเขา และชมสัตว์ป่า
7. ทํานองเต้น เป็นทํานองที่มีลักษณะเฉพาะของการเทศนกัณฑมหาราชบางท่านก็เรียกว่าทำนองแหล่คลื่นกระทบฝั่ง ให้สังเกตในแหล่ที่ 3 ของกัณฑ์มหาราชเวลาเทศน์เอื้อนเสียงไปมาเขาเรียกว่าแหล่ทำนองคลื่นกระทบฝั่ง ขณะเดินตัวหนังสือจากวรรคหนึ่งไปอีกวรรคหนึ่งเขาเรียกว่าทำนองเต้น หรือกลั้นลมหายใจระหว่างตัวอักษรต่อกันอย่างที่ภาษาของนักเทศน์มหาชาติเรียกกันว่า“เต้นตัว ตายตัว”จากการสัมภาษณ์ท่านผู้รู้หลายท่านและพระวิสุทธา ธิบดี (สง่า ปภสฺสโร ปธ.8 มรณภาพแล้ว) ซึ่งเป็นเจ้าคุณ อาจารย์ของผู้วิจัย เล่าให้ฟังว่ากัณฑ์มหาราชนี้ตัวละครคือพระราชาผู้ใหญ่ และเฒ่าชูชกในการพูดคุยของตัวละครนั้นชูชกเป็นคนบ้านนอก เมื่ออยู่ต่อหน้าพระที่นั่งชูชกคงจะเกร็ง และพูดตะกุกตะกักด้วยความกลัวจึงกลายมาเป็นทำนองเต้น หรืออีกในหนึ่งท่านกล่าวว่าพระผู้เฒ่าเข้ามาเทศน์มหาชาติกัณฑ์มหาราชในวัง ด้วยความประหม่าจึงทำให้อ่านหนังสือตะกุกตะกัก พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังแล้วแทนที่จะตำหนิกลับกล่าวชมว่าท่านเทศน์ได้ดีมากตั้งแต่นั้นมาพระเทศน์เลยถือเอาเป็นทำนองของกัณฑ์มหาราชเพราะพระเจ้าแผ่นดินชมว่าดีถ้าใครจะเทศน์กัณฑ์มหาราช ต้องว่าตะกุกตะกักเหมือนคุดทะราดเหยียบกรวด
8.ทำนองคุดทะราดเหยียบกรวด เป็นแหล่ทำนองประจำกัณฑ์ชูชกเป็นอากัปกิริยาอาการของคนแก่คือชูชกมีอายุมากแล้วการเดินหรือการพูดก็ตะกุกตะกักเรียกว่า ทำนองคุดทะราดเหยียบกรวด
9.ทำนองถกเขมรตีเหล็ก ลักษณะของทำนองมีการว่าแบบช้าไปหาเร็วเหมือนช่างตีเหล็กตอนที่เหล็กกำลังร้อนก็ค่อย ๆ ตีเพื่อแต่งเหลี่ยมของเหล็กที่ตีให้เข้าที่ เมื่อเหล็กที่ตีใกล้จะเย็นช่างก็จะรีบตีเร็วขึ้น ถ้าตีช้าก็ไม่สามารถตีเหล็กให้เข้ารูปได้เพราะเหล็กเย็นแล้วไม่สามารตีแต่งรูปร่างให้เป็นมีดเป็นพร้าได้นอกจากจะเป็นท่อนเหล็กธรรมดาเท่านั้น อีกประการหนึ่งการตีเหล็กต้องเอาคนที่มีความชำนาญเท่านั้นนอกจากจะตีจากช้าเร็วแล้วการตีเหล็กเสียงที่ตีจะดังมาก ทำนองนี้จะแทรกอยู่ในแหล่ที่ 13ของกัณฑ์กุมาร ตอนพระเวสสันดรเรียกกัณหาชาลีขึ้นจากสระ โดยอุปมาอุปไมยว่ากัณหาชาลีเหมือนสำเภาทองยานนาวาที่จะพาพระเวสสันดรข้ามห้วงสงสารได้ การเทศน์แหล่นี้พระผู้แหล่จะต้องว่าจากช้าไปหาเร็ว ต้องรู้จักรวบคำเพราะร่ายยาวนั้นบางวรรคมีคำที่นำมาร้อยเรียงอยู่มากผู้เทศน์จึงจะต้องเข้าใจรวบคำด้วยความชำนาญเป็นพิเศษแล้ว พระผู้เทศน์จะต้องเสียงดีและเสียงดัง ด้วยอาการที่ว่าแหล่จากช้าไปหาเร็วเหมือนช่างที่ตีเหล็กนี้เอง เขาจึงเรียกทำนองกัณฑ์กุมารตรงแหล่ที่ 13นี้ว่า “ทำนองถกเขมรตีเหล็ก”
10. ทำนองไต่ไม้ลำเดียว เป็นทำนองที่มีลักษณะเสียงขึ้นนาสิก
แทรกอยู่ในแหล่ที่ 9 ของกัณฑ์มัทรีเป็นแหล่ที่พระเทศน์จะใช้เสียงสูงที่สุดโดยทั่วไปคนจะเรียกแหล่นี้อีกชื่อหนึ่งว่าแหล่มัทรีสลบ เป็นอาการของตัวละครของกัณฑ์นี้ที่ติดตามหาลูกไม่พบจึงร้องจนสุดเสียงทำให้พระนางมัทรีสลบลง แต่ความเป็นจริงพระที่เทศน์กัณฑ์นี้ จะต้องเสียงดีและเสียงแหลมเล็กเหมือนผู้หญิง เวลาร้องแหล่จะต้องใช้เสียงขึ้นนาสิกโดยตลอดเสียงหวีดร้องเหมือนคนต้อนตีหมูเข้าเล้า เสียงจะสูงที่สุดตรงคำว่า “เอียงพระกายบ่ายศิโรเพศ”การที่พระผู้เทศน์มหาชาติกัณฑ์นี้ต้องใช้เสียงสูงสุดนี่เองจึงเรียกทำนองตอนนี้ว่า “ทำนองแหล่ไต่ไม้ลำเดียว”
สรุปการเทศน์แหล่มหาชาติทำนองหลวงมีเนื้อในทำนองหลวงทั้งหมด 152 แหล่ สรุปทำนองแหล่ได้ 11 ทำนอง คือ 1)ทำนองประจำกัณฑ์ 2)ทํานองธรรมวัตร แบ่งเป็น2 แบบ คือ ทำนองธรรมวัตร และทำนองธรรมวัตรกลาย 3) ทํานองเดิน แบ่งเป็น 2 แบบ คือ ทํานองเดินธรรมดา และทำนองเดินกราย 4) ทํานองขึ้นแบ่งเป็น 2 แบบ คือ ทํานองขึ้นธรรมดาและทํานองขึ้นสูง 5) ทํานองยาย แบ่งเป็น 2 แบบ คือ ทํานองยายและทำนองย้ายเต้น 6) ทำนองกล่อม 7) ทำนองพา 8) ทํานองเตนหรือคลื่นกระทบฝั่ง 9) ทำนองคุดทะราดเหยียบกรวด10) ทำนองถกเขมรตีเหล็ก และ 11) ทำนองไต่ไม้ลำเดียว
|