จำนวนผู้เข้าชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้499
mod_vvisit_counterเมื่อวาน845
mod_vvisit_counterอาทิตย์นี้499
mod_vvisit_counterอาทิตย์ที่แล้ว4564
mod_vvisit_counterเดือนนี้11322
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว18359
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด477311
เรามี 22 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

 

เทศน์มหาชาติทำนองหลวง PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย manop   
วันพุธที่ 14 กรกฏาคม 2010 เวลา 10:22 น.

เทศน์มหาชาติทำนองหลวง

                        ทำนอง หมายถึง  เสียงที่เปล่งออกมามีเสียงสูงเสียงต่ำ หนัก-เบา  เอื้อนเสียงสั้นเอื้อนเสียงยาวเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่ตลอดเวลา  การใช้เสียงลักษณะอย่างนี้จึงเรียกว่าทำนอง

                         ทำนองแหล่  หมายถึง ทำนองหลวง  ทำนองเดิน  ทำนองขึ้น ที่มีอยู่ในเนื้อหาคัมภีร์เทศน์มหาชาติ ทั้ง  13  กัณฑ์ 1000  พระคาถา

                         ทำนองหลวง  หรือ แหล่ใน หมายถึง ทำนองแหล่ที่มีเนื้อความและฉันทลักษณ์อยู่ในคัมภีร์เทศน์มหาชาติถือเป็นทำนองมาตรฐานหรือทำนองราชการโบราณถือว่าทำนองหลวงเป็นแบบฉบับของการเทศน์มหาชาติ  ทั้ง 13  กัณฑ์  1000  พระคาถา  มหาชาติทำนองหลวง  ซึ่งแต่ละกัณฑ์มีทำนองประจำกัณฑ์เป็นหลักอยู่ ใครจะเทศน์กัณฑ์ไหนก็ต้องว่าไปตามทำนองหลักที่วางไว้

                         ทำนองประจำกัณฑ์  ในแต่ละกัณฑ์มีทำนองประจำกัณฑ์ทั้ง 13  กัณฑ์ ทำนองประจำกัณฑ์จะเริ่มตั้งแต่พระนักเทศน์ว่านะโม ไปถึงจุณณียบท 

                         1.ทํานองธรรมวัตรแบ่งเป็น 2 แบบ  คือ ทำนองธรรมวัตรและทำนองธรรมวัตรกลาย 

                         1.ทำนองธรรมวัตร หรือทำนองธรรมวัตรแท้ มีลักษณะเหมือนการพูดปกติทั่วไปหรือเรียกว่าทำนองอ่านเพียงแตมีจังหวะและแบงวรรคตอนได้อย่างเหมาะสม    

                         2. ทำนองธรรมวัตรกลาย มีลีลาการเทศน์แบบมีหางเสียงขึ้นลงอย่างชัดเจนมีลูกเอื้อนตอนลงท้ายวรรคเช่น ในกัณฑนครกัณฑ์ แหล่ที่ 10 เป็นแหล่ประชุมชาดกเป็นตอนสรุปเรื่องที่พระพุทธเจ้าแสดงมาว่าเป็นเรื่องจริง  เป็นการบำเพ็ญบารมีครั้งยิ่งใหญ่ 

                         2.ทํานองเดิน แบ่งเป็น 2 แบบ คือ ทํานองเดิน และทำนองเดินกราย

                         1.ทำนองเดิน  หมายถึงทำนองที่ใช้บรรยายเนื้อความทั่วๆ  ไป หรือบทนำเรื่องทั่ว ๆ  ไป หรือที่เรียกว่าทำนองบทเกริ่น เวลาพระเทศน์ทำนองเดินจะใช้เสียงต่ำเน้นเสียง ช้า ๆ ชัด ๆใช้เสียงแบบธรรมดา ๆ แต่จัดจังหวะให้พอดีไม่ช้าไม่เร็วเกินไป ให้มีลีลานิ่มนวลไม่อ้อมแอ้มคลุมเครือ      ชัดถ้อยชัดคำมีความกระชับมีจังหวะเสมอต้นเสมอปลาย 

                         2.ทำนองเดินกรายหมายถึง ทำนองที่ใช้บรรยายเนื้อความแต่มีลีลาการแหล่ที่มีลูกคอหรือลูกเอื้อนให้เห็นตอนลงวรรค  เช่น แหล่ที่ 6 ของกัณฑ์มหาราชตอนชูชกพากัณหาชาลีหลงทางเข้ามายังหน้าพระที่นั่ง  ทำนองแปลงมาจากกิริยาอาการของตัวละครที่เดินเข้ามาหน้าพระที่นั่ง พระเทศน์จะใช้ลีลาการแหล่ที่มีลูกคอหรือลูกเอื้อนตอนลงวรรคทุกครั้ง

                         3.ทํานองขึ้น แบ่งเป็น 2 แบบ คือ ทํานองขึ้น และทํานองขึ้นสูง

                         1.ทำนองขึ้น  หมายถึง การใช้เสียงที่มีระดับสูงกว่าทำนองเดินใช้เสียงเอื้อนที่ยาวกว่า เน้นเสียงมากกว่าและช้ากว่าทำนองเดิน  ทำนองขึ้นใช้ตอนตัวละครเจรจาโต้ตอบกันเวลาแหล่มีเสียงหนักเสียงเบาเข้ากับบทบาทของตัวละคร

                         2. ทำนองขึ้นสูง หมายถึง การใช้เสียงที่มีระดับสูงกว่าทำนองขึ้นธรรมดา เช่น แหล่ที่ 22  ของกัณฑ์กุมารตอนสองกุมารร้องสั่งเทวดาให้ช่วยบอกแม่มัทรีด้วยว่าทั้งสองถูกพราหมณ์พามาทางนี้                                

                         4.ทํานองย้าย หมายถึง การใช้เสียงต่างไปจากระดับเสียงเดิมที่ใช้แหล่ในตอนต้นอาจเป็นเสียงสูงกว่าหรือต่ำกว่าก็ได้ แต่ความช้าความเร็วยังคงเดิมทํานองยายนี้จะพบในกัณฑหิมพานต์แหล่ที่แปดตอนพระเวสสันดรให้ทานช้าง  เป็นตอนที่พระเวสสันดร ชมเครื่องทรงช้างที่มอบให้ชาวกลิงคราษฎร์อีกตอนหนึ่งเป็นแหล่ที่ 6 ในกัณฑ์ทานกัณฑ์ คือ แหล่ที่ใชพรรณนาชมสิ่งตาง ๆ เชน ชมเครื่องแกวแหวนเงินทอง ชมมาชมรถ เปนตน และตอนพระเวสสันดรทำสัตตสดกมหาทานเป็นการบรรยายของที่จะบริจาคส่วนในกัณฑ์นครกัณฑ์จะมีแหล่ที่ 5 ตอนท้ายของแหล่ พระเจ้ากรุงสญชัยชมป่าหิมพานต์ และแหล่ที่ 7ในกัณฑ์นครกัณฑ์เป็นการชมกระบวนทัพที่เสด็จกลับเมื่องสีพี

                         5. ทำนองกล่อม หมายถึง การใช้เสียงเอื้อนนุ่มนวล เหมือนเพลงกล่อมลูก เช่นแหล่ที่ 4 ของกัณฑ์มหาราช เป็นตอนที่กล่าวถึงเทวดาแปลงกล่อมกัณหาชาลี  ตรงนี้เป็นที่มาของเพลงกล่อมลูกด้วย  ดังเนื้อความในทำนองหลวงที่กล่าว “ว่านอนเสียเถิดสิหนาพ่อนอนแม่นอน  ขวัญเอ๋ยขวัญอ่อนขวัญเจ้าอย่าอ้อนอย่าแอ  หลับเสียหน่อยเถิดสิหนาพ่อคุณแม่คุณทูลกระหม่อมแม่  ดึกมิใช่น้อย ทั้งดาวเดือนดูหรือนี่ก็มาเคลื่อนคล้อยน้อยไปแล้วหรือนะเจ้ายังไม่หลับเลย”  ด้วยเนื้อความดังที่ยกมาจึงตอนนี้ว่าเป็นแหล่กล่อม

                         6. ทำนองพาเป็นทำนองพรรณนาความสวยงามของธรรมชาติ

คำประพันธ์แต่งเป็นร่ายยาว  เนื้อความมีอยู่ในกัณฑ์มหาพน แหล่ที่ 2 แหล่ที่3 แหล่ที่ 4 แหล่ที่ 5 เป็นแหล่พระอัจจุตฤๅษีพาชูชกชมนกชมไม้  ชมป่า ชมเขา และชมสัตว์ป่า

                         7. ทํานองเต้น เป็นทํานองที่มีลักษณะเฉพาะของการเทศนกัณฑมหาราชบางท่านก็เรียกว่าทำนองแหล่คลื่นกระทบฝั่ง ให้สังเกตในแหล่ที่ 3 ของกัณฑ์มหาราชเวลาเทศน์เอื้อนเสียงไปมาเขาเรียกว่าแหล่ทำนองคลื่นกระทบฝั่ง ขณะเดินตัวหนังสือจากวรรคหนึ่งไปอีกวรรคหนึ่งเขาเรียกว่าทำนองเต้น  หรือกลั้นลมหายใจระหว่างตัวอักษรต่อกันอย่างที่ภาษาของนักเทศน์มหาชาติเรียกกันว่า“เต้นตัว ตายตัว”จากการสัมภาษณ์ท่านผู้รู้หลายท่านและพระวิสุทธา  ธิบดี (สง่า ปภสฺสโร ปธ.8 มรณภาพแล้ว) ซึ่งเป็นเจ้าคุณ อาจารย์ของผู้วิจัย เล่าให้ฟังว่ากัณฑ์มหาราชนี้ตัวละครคือพระราชาผู้ใหญ่ และเฒ่าชูชกในการพูดคุยของตัวละครนั้นชูชกเป็นคนบ้านนอก เมื่ออยู่ต่อหน้าพระที่นั่งชูชกคงจะเกร็ง และพูดตะกุกตะกักด้วยความกลัวจึงกลายมาเป็นทำนองเต้น  หรืออีกในหนึ่งท่านกล่าวว่าพระผู้เฒ่าเข้ามาเทศน์มหาชาติกัณฑ์มหาราชในวัง ด้วยความประหม่าจึงทำให้อ่านหนังสือตะกุกตะกัก พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังแล้วแทนที่จะตำหนิกลับกล่าวชมว่าท่านเทศน์ได้ดีมากตั้งแต่นั้นมาพระเทศน์เลยถือเอาเป็นทำนองของกัณฑ์มหาราชเพราะพระเจ้าแผ่นดินชมว่าดีถ้าใครจะเทศน์กัณฑ์มหาราช ต้องว่าตะกุกตะกักเหมือนคุดทะราดเหยียบกรวด   

                         8.ทำนองคุดทะราดเหยียบกรวด เป็นแหล่ทำนองประจำกัณฑ์ชูชกเป็นอากัปกิริยาอาการของคนแก่คือชูชกมีอายุมากแล้วการเดินหรือการพูดก็ตะกุกตะกักเรียกว่า ทำนองคุดทะราดเหยียบกรวด 

                         9.ทำนองถกเขมรตีเหล็ก  ลักษณะของทำนองมีการว่าแบบช้าไปหาเร็วเหมือนช่างตีเหล็กตอนที่เหล็กกำลังร้อนก็ค่อย ๆ ตีเพื่อแต่งเหลี่ยมของเหล็กที่ตีให้เข้าที่ เมื่อเหล็กที่ตีใกล้จะเย็นช่างก็จะรีบตีเร็วขึ้น  ถ้าตีช้าก็ไม่สามารถตีเหล็กให้เข้ารูปได้เพราะเหล็กเย็นแล้วไม่สามารตีแต่งรูปร่างให้เป็นมีดเป็นพร้าได้นอกจากจะเป็นท่อนเหล็กธรรมดาเท่านั้น อีกประการหนึ่งการตีเหล็กต้องเอาคนที่มีความชำนาญเท่านั้นนอกจากจะตีจากช้าเร็วแล้วการตีเหล็กเสียงที่ตีจะดังมาก  ทำนองนี้จะแทรกอยู่ในแหล่ที่ 13ของกัณฑ์กุมาร ตอนพระเวสสันดรเรียกกัณหาชาลีขึ้นจากสระ โดยอุปมาอุปไมยว่ากัณหาชาลีเหมือนสำเภาทองยานนาวาที่จะพาพระเวสสันดรข้ามห้วงสงสารได้ การเทศน์แหล่นี้พระผู้แหล่จะต้องว่าจากช้าไปหาเร็ว ต้องรู้จักรวบคำเพราะร่ายยาวนั้นบางวรรคมีคำที่นำมาร้อยเรียงอยู่มากผู้เทศน์จึงจะต้องเข้าใจรวบคำด้วยความชำนาญเป็นพิเศษแล้ว พระผู้เทศน์จะต้องเสียงดีและเสียงดัง ด้วยอาการที่ว่าแหล่จากช้าไปหาเร็วเหมือนช่างที่ตีเหล็กนี้เอง  เขาจึงเรียกทำนองกัณฑ์กุมารตรงแหล่ที่ 13นี้ว่า  “ทำนองถกเขมรตีเหล็ก”

                         10. ทำนองไต่ไม้ลำเดียว เป็นทำนองที่มีลักษณะเสียงขึ้นนาสิก  

แทรกอยู่ในแหล่ที่  9 ของกัณฑ์มัทรีเป็นแหล่ที่พระเทศน์จะใช้เสียงสูงที่สุดโดยทั่วไปคนจะเรียกแหล่นี้อีกชื่อหนึ่งว่าแหล่มัทรีสลบ เป็นอาการของตัวละครของกัณฑ์นี้ที่ติดตามหาลูกไม่พบจึงร้องจนสุดเสียงทำให้พระนางมัทรีสลบลง แต่ความเป็นจริงพระที่เทศน์กัณฑ์นี้ จะต้องเสียงดีและเสียงแหลมเล็กเหมือนผู้หญิง  เวลาร้องแหล่จะต้องใช้เสียงขึ้นนาสิกโดยตลอดเสียงหวีดร้องเหมือนคนต้อนตีหมูเข้าเล้า เสียงจะสูงที่สุดตรงคำว่า “เอียงพระกายบ่ายศิโรเพศ”การที่พระผู้เทศน์มหาชาติกัณฑ์นี้ต้องใช้เสียงสูงสุดนี่เองจึงเรียกทำนองตอนนี้ว่า  “ทำนองแหล่ไต่ไม้ลำเดียว”

         สรุปการเทศน์แหล่มหาชาติทำนองหลวงมีเนื้อในทำนองหลวงทั้งหมด 152  แหล่ สรุปทำนองแหล่ได้ 11 ทำนอง คือ 1)ทำนองประจำกัณฑ์  2)ทํานองธรรมวัตร แบ่งเป็น2  แบบ คือ ทำนองธรรมวัตร และทำนองธรรมวัตรกลาย 3) ทํานองเดิน แบ่งเป็น  2  แบบ คือ ทํานองเดินธรรมดา และทำนองเดินกราย  4)  ทํานองขึ้นแบ่งเป็น  2  แบบ คือ  ทํานองขึ้นธรรมดาและทํานองขึ้นสูง  5)  ทํานองยาย แบ่งเป็น 2  แบบ คือ ทํานองยายและทำนองย้ายเต้น  6)  ทำนองกล่อม  7) ทำนองพา  8)  ทํานองเตนหรือคลื่นกระทบฝั่ง  9)  ทำนองคุดทะราดเหยียบกรวด10)  ทำนองถกเขมรตีเหล็ก และ  11) ทำนองไต่ไม้ลำเดียว  

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2011 เวลา 14:25 น.
 

เวสสันดรชาดก

แหล่เครื่องเล่นมหาชาติ